Agent Dev Thai Academyprinciples · patterns · architecture

Figma ซื้อ AI Design Tool — ทำไมดีไซเนอร์ควรรู้จัก Weave

Figma ซื้อ Weavy มาเป็น Figma Weave เครื่องมือต่อ AI model หลายตัวเป็น workflow บนแคนวาส ใช้ ControlNet ล็อกโครงสร้างภาพได้ เหมาะกับดีไซเนอร์ที่ต้อง iterate ภาพหลายรอบ มี free tier

เจอเพื่อนดีไซเนอร์มา เขาโชว์ workflow ที่ใช้อยู่ให้ดู

ปัญหาที่บ่นมาตลอดคือ — "AI สร้างภาพตอนนี้สวยมาก แต่ล็อกตัวละครไม่ได้"

เจนรูปสวยได้ ครั้งเดียว แต่พอต้องทำ iteration — เปลี่ยนมุม เปลี่ยน lighting เปลี่ยน pose — ได้คนละหน้าทุกครั้ง

Midjourney ไม่มี character lock จริงจัง เครื่องมืออื่นก็คุมไม่ค่อยอยู่

ปัญหาไม่ใช่ model ห่วย แต่ workflow ไม่มีเครื่องมือให้ "ล็อก" อะไรไว้ระหว่าง iteration


Figma Weave คืออะไร

Figma เพิ่งเข้าซื้อ Weavy (startup จาก Tel Aviv ที่ทำ node-based AI workflow ก่อตั้งปี 2024) แล้ว rebrand เป็น Figma Weave

สิ่งที่มันทำต่างจาก ChatGPT / Midjourney:

มันไม่ใช่ AI สร้างภาพ — มันเป็น เครื่องมือสร้าง workflow ที่เอา AI model หลายตัวมาเชื่อมกันบนแคนวาสเดียว

คิดภาพ Figma + ComfyUI ผสมกัน:

  • ลาก node เชื่อม model ต่อกัน
  • ใส่ ControlNet ล็อก pose / structure
  • ปรับ lighting ด้วย Relight node โดยยังรักษาองค์ประกอบหลักไว้
  • ส่ง output จาก model นึง เป็น input ของอีก model

ทุกอย่างอยู่ใน browser ไม่ต้อง setup Python / ComfyUI เอง

ตอนนี้ Figma Weave ยังเป็นบริการแยกจาก Figma และใช้เครดิตแยกกัน


ทำไมดีไซเนอร์ควรสนใจ

ปัญหาของการใช้ AI สร้างภาพที่ดีไซเนอร์เจอทุกวัน:

  1. ล็อกตัวละครไม่ได้ — Weave ใช้ ControlNet + structure reference ล็อก composition ไว้ แล้วเปลี่ยนแค่ส่วนที่ต้องการ

  2. ทำซ้ำแล้วผลไม่คงที่ — workflow ใน Weave บันทึกเป็น template ได้ รันงานเดิมซ้ำกี่ครั้งก็ได้ แล้วปรับเฉพาะ node ที่ต้องการ

  3. เปลี่ยน model ยาก — Weave รวม model หลายค่ายไว้ที่เดียว: Flux, Ideogram, Veo, Seedance, Recraft, Kling, Runway, Luma, Wan และอื่นๆ เลือกใช้ตาม task แล้วต่อเข้า workflow เดียวกันได้เลย

  4. ต้องไปแต่งต่อใน Photoshop — Weave มี inpaint, outpaint, upscale, relight, depth extraction ในตัว ไม่ต้องออกจากเครื่องมือ


ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

  • ControlNet Structure Reference — ล็อกโครงสร้างภาพ เปลี่ยนแค่ style/color
  • Camera Angle Control — เปลี่ยนมุมกล้องโดยยังรักษา subject เดิม
  • Relight — ปรับ lighting หลังจาก generate แล้ว
  • Workflow → App Mode — สร้าง workflow ซับซ้อน แล้วแปลงเป็น UI ง่ายๆ ให้ทีมใช้
  • รวมทุก model — Flux, Ideogram, Veo, Seedance, Kling, Runway, Recraft, Luma, Wan ใช้ได้หมดจาก node เดียวกัน

ราคา

  • Free: 150 credits/เดือน (~375 รูป หรือ 25 วิ video) — จำกัด 5 workflows
  • Starter: $24/เดือน หรือ ~$19/เดือน (จ่ายรายปี) — 1,500 credits, unlimited workflows
  • Professional: $45/เดือน หรือ ~$36/เดือน (จ่ายรายปี) — 4,000 credits, credit สะสมข้ามเดือนได้ 3 เดือน
  • Team: $60/คน/เดือน หรือ ~$48/คน/เดือน (จ่ายรายปี) — 4,500 credits/คน สำหรับทีม

Free tier เริ่มลองได้เลย ไม่ต้องจ่าย


ใครควรลอง ใครไม่ต้อง

ควรลอง:

  • ดีไซเนอร์ที่ต้อง iterate ภาพ AI หลายรอบ (character design, product shot, branding)
  • คนที่ใช้ ComfyUI อยู่แล้ว แต่เบื่อ setup — Weave คือ ComfyUI ใน browser
  • ทีมที่ต้องแชร์ workflow ให้คนอื่นใช้

ไม่ต้อง:

  • ถ้าแค่เจนรูปครั้งเดียวจบ — ChatGPT / Midjourney เพียงพอแล้ว
  • ถ้าไม่ได้ทำงาน design — overkill

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ

Figma ไม่ได้สร้าง AI สร้างภาพตัวใหม่ — มันซื้อ workflow layer มาครอบทุก model ที่มีอยู่แล้ว

นี่คือ pattern เดียวกับที่เกิดกับ code: ไม่ใช่ model ที่ชนะ แต่ workflow ที่ต่อ model เข้ากับงานจริงต่างหากที่ชนะ

Claude Code ไม่ได้ชนะเพราะ Claude เก่งที่สุด — ชนะเพราะ workflow (CLAUDE.md, skills, cron) ที่ต่อมันเข้ากับงานจริง

Figma Weave ทำเรื่องเดียวกันกับฝั่ง design

weave.figma.com — ลองได้เลย ฟรี